"การทำความดีเพื่อบ้านเมืองนี้ แม้จะไม่มีผู้ใดรู้เห็นและชมเชย ก็ไม่ควรท้อถอยหรือละเว้นเสีย"

     เมื่อจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายชวนได้เรียนเนติบัณฑิตพร้อมกับเป็นทนายความชั้น 2 เพื่อหารายได้เล็กๆน้อยๆ มาเลี้ยงตัวเองและน้อง จนเมื่อสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตไทย จึงได้ไปว่าความอยู่ที่ จ.ชลบุรี 2 ปี

     นายชวน หลีกภัย ตัดสินใจเลือกเส้นทางทางการเมืองตามที่ตั้งใจแต่แรก แต่ต้องรอคอยอยู่จนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ใช้เวลาร่างอยู่เกือบ 10 ปี ประกาศใช้ในปี 2511 และให้เลือกตั้งในปี 2512 รัฐธรรมนูญใหม่นี้ ห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรี และ ส.ส. ต้องมีอายุ 30 ปี

     "... ผมใฝ่ฝันอยากเป็นนักการเมือง แต่ไม่กล้าพูดกับใคร รู้สึกอายถ้าจะพูดเรื่องนี้กับใคร เพียงแต่คิดอย่างนี้เงียบๆ ยิ่งมีประสบการณ์ได้เห็นชีวิต เห็นความแตกต่าง ความยากลำบาก เห็นอะไรต่างๆ ก็คิดอยู่ในใจเงียบๆ ตลอดเวลา…" นายชวนเล่า

     "เมื่อตัดสินใจว่าจะเล่นการเมืองแล้ว ผมกลับไปบ้านเพื่อบอกพ่อแม่ … ผมบอกพ่อว่าจะสมัครผู้แทน...ท่านหัวเราะ… ท่านถามผมว่ามีเงินเท่าไร ผมบอกว่า ผมมีอยู่สามหมื่นบาท…ส่วนแม่รับจะช่วยหาเสียงให้ แม่มีเพื่อนเป็นแม่ค้าด้วยกัน และท่านรู้จักคนกว้างขวาง ท่านช่วยผมได้มากทีเดียว"

     ในการสมัคร ส.ส. ครั้งแรก มีอุปสรรคมากมาย เริ่มตั้งแต่เมื่อขอสมัครในนามของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคฯ ส่งคนไปสืบประวัติที่จังหวัดตรังแล้วสรุปว่าไม่มีคนรู้จัก พรรคฯ จึงตัดสินใจไม่รับ แล้วส่งผู้สมัครอีก 2 คนที่เป็นที่รู้จักของประชาชนมากกว่า อย่างไรก็ตามผู้สมัครคนหนึ่ง คือครูบุญเหลือ สินไชย เมื่อทราบว่าพรรคฯ ไม่ช่วยเหลือเรื่องการเงินเลยถอนตัวไป ทำให้มีที่ว่างผู้สมัครของพรรรคฯ อยู่ 1 ที่ พรรคฯ จึงอนุญาตให้นายชวน หลีกภัย สมัครในนามของพรรคประชาธิปัตย์ได้ ผู้ใหญ่ที่ช่วยนายชวนบอกว่า ส่งไปก็คงไม่ได้ แต่เป็นคนหนุ่มมีความรู้ เผื่อไว้ในอนาคต

     พอถึงวันสมัครก็มีอุปสรรคเกิดขึ้นอีก คือผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง มีความเห็นว่านายชวนมีอายุไม่ครบตามรัฐธรรมนูญจึงไม่มีสิทธิสมัครและได้ตั้งกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ ต่อมาคณะกรรมการได้ชี้ขาดว่า นายชวนมีอายุครบตามคุณสมบัติในรัฐธรรมนูญ มีสิทธิสมัครได้

     แล้วนายชวน ก็ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในนามของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี พ.ศ. 2512 การหาเสียงครั้งนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก นายชวนมีเงินเก็บอยู่เพียงสามหมื่นบาท ได้ซื้อรถจิ๊ปคันเก่าๆ คันหนึ่งราคา 12,500 บาทไว้ใช้ตระเวนหาเสียง ส่วนเงินที่เหลือใช้เป็นค่าน้ำมันและพิมพ์โปสเตอร์ เมื่อเงินเหลือน้อยลงก็เป็นจากรถจี๊บมาใช้รถจักรยานยนต์ โดยให้เพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกันในตอนเด็กๆ เป็นคนขับ นายชวนนั่งซ้อนท้ายไปทุกหนทุกแห่ง ทั้งกลางวันกลางคืน เนื่องจากต้องอบหลับอดนอน จึงต้องใช้ผ้าขาวม้าผูกรัดเอวกันไว้ ป้องกันไม่ให้นายชวน ตกรถเวลาง่วงหรือหลับระหว่างเดินทาง การหาเสียงในสมัยนั้นไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่แม่ถ้วนคือหัวคะแนนใหญ่ มีส่วนช่วยหาเสียงอย่างมาก โดยจะติดโปสเตอร์ของนายชวนไว้ที่เข่งขายของ และจะแนะนำให้ลูกค้าและผู้ที่ผ่านไปมารู้จัก นายชวนยังได้ไปปราศรัยในตลาดนัดที่แม่ถ้วนขายของ แม่ค้าทั้งหลายที่เป็นเพื่อนแม่ถ้วนก็ช่วยนายชวนด้วย ความเป็นลูกแม่ค้านี่เอง ต่อมาก็มีผลไปถึงจังหวัดอื่นๆ ประชาชนจังหวัดอื่นๆ เวลาพบนายชวนฯ มักจะบอกว่านายชวนเป็นลูกแม่ค้าเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีผลอยู่แม้กระทั่งปัจจุบันนี้

     เพราะเหตุที่ไม่มีเงิน ไม่มีอุปกรณ์ในการหาเสียง กลางวันนายชวนต้องออกเดินตามหมู่บ้านตั้งแต่เช้าจนค่ำ กลางคืนออกปราศรัยโดยอาศัยเครื่องเสียงของโรงมหรสพที่แสดงตามงานต่างๆ เช่น มโนราห์ หนังตะลุง ลิเก รองเง็ง โดยใช้เวลาที่มหรสพหยุดพัก ตอนเที่ยงคืน หรือก่อนแสดง หรือเลิกแสดงในตอนใกล้รุ่ง

     "เหนื่อยที่สุดทั้งกาย สมอง กว่าจะถึงวันเลือกตั้งก็ปราศรัยจนคออักเสบเป็นหนอง"

     "สมัยนั้นไม่เคยได้ยินคำว่าซื้อเสียง มีแต่ชาวบ้านขอลูกรังถมถนนหรือขอเหล้าขาว ซึ่งเราก็ไม่มีให้สักอย่าง เราให้ความรู้ในระบอบประชาธิปไตย ผมก็ทำกันอย่างนี้ตั้งแต่สมัยแรกจนปัจจุบัน เวลาไปหาเสียงหมดแรงบ้านไหนก็กินข้าวกับบ้านนั้น ชาวบ้านมีน้ำใจมาก…"

     ในที่สุด นายชวน หลีกภัย ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้แทนราษฎร โดยได้คะแนนเป็นที่ 1 ของจังหวัด ได้คะแนนห่างจากคนที่ได้ที่ 2 ร่วมหมื่นคะแนน และเข้าสู่สภาหินอ่อนฐานะเป็นฝ่ายค้าน ในรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร แม้จะเป็น ส.ส. หน้าใหม่ อ่อนวัย แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความคิด และความตั้งใจที่แน่วแน่ ในการเลือกตั้งทุกครั้ง นายชวนก็ได้เป็นผู้แทนราษฎรและครองอันดับที่ 1 มาโดยตลอด 11 สมัยจนถึงปัจจุบัน

     "ผมเป็นหนี้ประชาชนจริงๆ บางรายช่วยทั้งเสียงทั้งเงินทอง บางรายช่วยแรงงานโดยไปเก็บข้าวในนา แต่ไม่คิดค่าจ้าง ขอให้เจ้าของนาเลือกผมแทนค่าจ้าง…อย่างนี้ก็มี"

     ไม่มีใครรู้หรือคาดคิดว่าอุปสรรคของกระบวนการประชาธิปไตยมีอีกมากน้อยเพียงใด เส้นทางไปสู่เป้าหมายยาวไกลเพียงใด…

     แต่เมื่อตัดสินใจใช้ชีวิตบนเส้นทางการเมืองเพื่อที่จะเป็นตัวแทนของประชาชน นายชวนเลือกอนาคตของตนเองทั้งๆ ที่พ่อแม่ต้องการให้เป็นผู้พิพากษา แม้จะมีการปฏิวัติเกิดขึ้น เป็นอุปสรรคต่ออนาคตทางการเมือง แต่ก็ไม่เปลี่ยนเส้นทางของชีวิต

     มีการปฏิวัติ มีการเลือกตั้ง มีการปฏิวัติแล้ว มีการเลือกตั้งอีก มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอีกมามายบนเส้นทางสายนี้ เมื่อเป็น ส.ส. สมัยที่ 3 ในปี 2519 นายชวนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แม้จะเจ็บปวด แต่แนวทางความเชื่อมั่นศรัทธาก็มิได้สั่นคลอน ตรงกันข้ามกลับเป็นการทดสอบถึงความมั่นคง นายชวน หลีกภัย ไม่ยอมรับระบบเผด็จการ และไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่ระบบอื่นที่ล้มล้างสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันมิใช่หนทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

     "ไม่ต้องการทั้งเผด็จการทหาร และเผด็จการคอมมิวนิสต์"

     นายชวน หลีกภัย กล่าวไว้เสมอว่า "การพัฒนากับปัญหาของบ้านเมืองเป็นของคู่กัน เป็นหน้าที่ของพี่น้องคนไทยทุกคนจะต้องช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองของเรา ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น และต้องช่วยกันรักษาสิ่งที่ดีงามของชาติไทยเอาไว้ ในด้านการปกครองพวกเราจะต้องช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขให้มั่นคงตลอดไป"ี

     นายชวนไต่เต้าขึ้นมาจากสมาชิกธรรมดาๆ คนหนึ่ง ใช้เวลาพิสูจน์ความเชื่อมั่นจากเพื่อนสมาชิกบนพื้นฐานของการทำงานหนัก แม้จะไม่มีเงินทุน และอำนาจอิทธิพลอื่นใดหนุนหลัง ปฏิเสธที่จะเป็นหัวหน้าพรรคด้วยการล้มล้างหัวหน้าพรรคคนเก่า ในที่สุดนายชวนซึ่งเป็น ส.ส. จากต่างจังหวัดคนแรกก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2534 ซึ่งใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองถึง 22 ปี…โดยไม่มีทางลัด

     "พรรคประชาธิปัตย์เป็นของประชาชน และพรรคให้โอกาสแก่คนทุกคน ทุกระดับ รวมทั้งลูกชาวบ้าน ผมจึงมีโอกาสเป็นหัวหน้าพรรคได้"

     พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย ได้จัดตั้งรัฐบาล เมื่อปี 2535 - 2538 นับเป็นรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีมากจากการเลือกตั้งที่อยู่ได้นานที่สุด และกลับไปเป็นฝ่ายค้านระหว่างปี 2538 -2540 แล้วหวนกลับมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2540 ด้วยภารกิจคือ นำเศรษฐกิจ สังคมไทย ฟันฝ่าวิกฤติที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์และการสานต่อการปฏิรูปทางการเมือง ภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ประกาศใช้ในเดือนตุลาคม 2540

     ด้วยประสบการณ์และชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์สุจริต ที่สะสมมายาวนาน และการบริหารจัดการให้มืออาชีพเร่งเดินหน้า แก้ปัญหาในทุกๆ ด้าน สามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ พร้อมกับเร่งรัดหามาตรการและแนวทางต่างๆ ที่จะบรรเทาผลกระทบในทุกด้านต่อประชาชนและสังคม

     ด้วยความเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ของประเทศ สั่งสมทำสิ่งที่ดีและสิ่งที่เหมาะสม สิ่งใดที่ดีจะต้องเก้บรักษาไว้ สิ่งใดที่ไม่เหมาะสมก็ต้องปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้นไปข้างหน้า และด้วยประสบการณ์ที่เข้าใจปัญหาของประเทศและของสังคมอย่างลึกซึ้ง แนวคิดของนายชวน จึงมุ่งช่วยประชาชนให้เข้มแข็ง เพื่อช่วยตัวเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว และพัฒนาประเทศตามพื้นฐานที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย



     นายชวน ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ ที่เรียนด้านกฎหมาย โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญมีข้อห้ามมิให้ ส.ส. ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี แต่นายชวนต้องการเป็นผู้แทนฯ เป็นปากเสียงให้กับประชาชนทั่วประเทศ

     "ผมภาคภูมิใจในความเป็นผู้แทนราษฎร แม้กฎหมายรัฐธรรมนูญจะห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรี ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการตัดสินใจเล่นการเมือง เพราะผมต้องการเป็นตัวแทนของประชาชน ผมเชื่อว่าคนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม จะเข้าใจปัญหาของประชาชน จะทำอะไรก็จะคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง"

     การทำความดีเพื่อบ้านเมืองนี้ นายชวนฯ ถือว่าจำเป็นต้องกระทำ แม้จะไม่มีผู้ใดรู้เห็นและชมเชย ก็ไม่ควรท้อถอยหรือละเว้นเสีย

     บนเส้นทางการเมืองที่มิได้ราบรื่น มีอุปสรรคให้ต้องฝ่าฟันอยู่เสมอ แต่ด้วยพื้นฐานจากชนบทที่มีความจริงใจและจิตใจที่มั่นคง แม้มีการเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์อย่างรุนแรง จนพรรคแทบจะล่มสลายไปในบางครั้ง แต่นายชวนยังอยู่กับพรรค ในยามพรรคตกต่ำถึงที่สุด และช่วยกันกอบกู้พรรคขึ้นมา แม้สมาชิกบางกลุ่มแยกตัวออกไปหาที่ใหม่ นายชวน ไม่เคยย้ายพรรค แม้ว่าพรรคจะตกต่ำถึงที่สุด ก็ยังอยู่กับพรรคโดยไม่หวั่นไหว ความมั่นคงไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ใดๆ เป็นที่รู้กันดีในหมู่เพื่อนและคนรู้จัก ซึ่งนิสัยข้อนี้ของนายชวน ตลอดชีวิตไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง

     ไม่เสแสร้ง แต่เนื้อแท้เป็นคนสมถะ

     นายนิพนธ์ บุญญภัทโร อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง บอกเล่าว่า

     "…นายกฯ ชวน เป็นคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ธรรมชาติสร้างมาให้เป็นคนบอบบาง เดินเร็ว ความเป็นคนธรรมดาไม่โลภ ไม่มีความอยาก ทำให้เป็นคนมีสมาธิ และความคิดที่ไม่อยากเป็นเจ้าของวัตถุใดๆ จึงไม่เป็นคนสะสม เรื่องนี้เป็นคุณสมบัติประจำตัวของนายกฯ ชวน โดยแท้ ไม่ใช่เรื่องเสแสร้งปั้นแต่ง…"

     การประหยัดเป็นคติประจำใจของนายชวน นายชวนจะสั่งไว้เสมอว่า "…จะทำอะไร จะไปไหน ก็ขอให้ไปกันน้อยคน ให้พอดีกับงาน เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของรัฐ…"





ที่ตั้ง : 67 ถนนเศรษฐศิริ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2278-4042, 0-2278-5327, 0-2270-1683 โทรสาร : 0-2279-6086
e-mail:admin@democrat.or.th